บทความ

ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองหลักความเสมอภาค

06/11/2024
25288
ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองหลักความเสมอภาค
 
นางสาวนฤมล  แซ่โง้ว[๑]
 
 
                   หลักความเสมอภาคถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน  และห้ามมิให้รัฐในฐานะที่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจปกครองเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ ความพิการ  สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นในทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น  หลักความเสมอภาคจึงเป็นหลักสำคัญในการรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐมิให้รัฐใช้อำนาจของตนตามอำเภอใจ
                    แนวคิดของหลักความเสมอภาคได้รับการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ อย่างชัดแจ้ง  อาทิ  รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส  รัฐธรรมนูญสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน  รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอิตาลี  และรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ออสเตรีย  ตลอดจนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  ค.ศ.  ๑๙๔๘  กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง  และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม  สำหรับในประเทศไทยรัฐธรรมนูญซึ่งมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศให้ความสำคัญกับหลักความเสมอภาค  โดยได้บัญญัติรับรองหลักความเสมอภาคไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  บัญญัติให้ชายและหญิงมีความเสมอภาคในการออกเสียงลงมติเลือกผู้แทนหมู่บ้าน  และรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาก็ได้บัญญัติรับรองหลักความเสมอภาคไว้โดยชัดแจ้งให้ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิดหรือศาสนาใด  ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน  และได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรื่อยมาตราบจนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  ได้บัญญัติรับรองหลักความเสมอภาคไว้ในมาตรา  ๒๗  ดังนี้
             “มาตรา  ๒๗  บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย  มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
                   ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
                   การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  ความพิการ  สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด  จะกระทำมิได้...
                    หลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญนั้น  มิได้หมายความว่าจะต้องปฏิบัติต่อทุกสิ่งเหมือนกันทั้งหมด  หากแต่หมายความว่า  “สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน  สิ่งที่แตกต่างกันต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน”  กล่าวคือ  ในกรณีข้อเท็จจริงเดียวกัน  รัฐต้องปฏิบัติต่อประชาชนด้วยกฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน  กรณีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน  รัฐต้องปฏิบัติต่อประชาชนด้วยกฎเกณฑ์ที่ต่างกัน  ดังนั้น  หลักความเสมอภาคตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  มาตรา  ๒๗  มิได้เรียกร้องให้มีการปฏิบัติให้เหมือนกันในทุกกรณี  แต่เรียกร้องมิให้มีการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกันให้แตกต่างกันตามอำเภอใจ  หรือมิให้มีการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญต่างกันให้เหมือนกันตามอำเภอใจ
                    ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมายได้ให้การรับรองและคุ้มครองหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมผ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญ  ดังนี้
                    (๑) การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ  ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติชื่อบุคคล  พ.ศ.  ๒๕๐๕  ซึ่งบังคับให้หญิงที่มีสามีต้องใช้ชื่อสกุลของสามีเท่านั้น  อันเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการใช้ชื่อสกุลของหญิงมีสามี  ทำให้หญิงและชายมีสิทธิในการใช้ชื่อสกุลไม่เท่าเทียมกัน  ทำให้ชายและหญิงไม่เสมอภาคกันทางกฎหมายด้วยเหตุความแตกต่างเรื่องเพศและสถานะของบุคคล  อีกทั้งการบังคับให้หญิงใช้ชื่อสกุลของสามีเพียงฝ่ายเดียวโดยใช้สถานะการสมรส  ด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางกายภาพหรือภาระหน้าที่ระหว่างชายและหญิงที่มีผลมาจากความแตกต่างทางเพศและสถานะบุคคล  เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๐  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๒๑/๒๕๔๖)  และประมวลรัษฎากรซึ่งบัญญัติให้สามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ต้องถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี  และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี  แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย  เป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับภริยา  และทำให้สามีภริยาต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากกรณีที่ต่างฝ่ายต่างแยกยื่นเมื่อยังไม่มีการสมรส  ประกอบกับการบัญญัติให้แต่เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐  (๑)  สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี  โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา  ๕๗  ตรี  จึงถือว่าเป็นการไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง  และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลภายหลังจากการสมรส  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๐  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๗/๒๕๕๕) 
                      (๒)  การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ  ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล  พุทธศักราช  ๒๔๘๒  ซึ่งกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลที่มีสัญชาติไทยแต่บิดาเป็นคนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติทางการศึกษาเพิ่มขึ้น  แตกต่างกับผู้สมัครที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด  เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ  จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๐  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๔๕/๒๕๔๖)
                    (๓)  การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความพิการ  ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๔๓  ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไม่เป็นผู้มีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ  เป็นการกำหนดไว้อย่างกว้างขวางไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน  เปิดโอกาสให้คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติใช้ดุลยพินิจได้อย่างกว้างขวางเกินความจำเป็น  อันอาจจะส่งผลให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม  ขัดต่อสิทธิในการเข้าทำงานบนพื้นฐานที่เท่าเทียมตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการของสหประชาชาติ  และเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความพิการ  จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๐  วรรคสาม  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๕/๒๕๕๕) 
                       (๔)  การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล  ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ  พ.ศ.  ๒๕๕๙  ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ในการฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ระหว่างพนักงานอัยการกับจำเลยไว้แตกต่างกัน  โดยกรณีที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของพนักงานอัยการว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย  ให้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ  และให้ศาลฎีการับฎีกา  โดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจสั่งเป็นประการอื่นได้  ส่งผลให้หลักประกันสิทธิในการฎีกาของคู่ความในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบระหว่างพนักงานอัยการกับจำเลยได้รับการคุ้มครองแตกต่างกัน  ไม่เสมอภาคกันในกฎหมาย  ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน  เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล  และขัดต่อหลักความเสมอภาค จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๗  วรรคหนึ่ง  (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๒๒/๒๕๖๕) 
                    สรุปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองหลักการพื้นฐานของหลักความเสมอภาคเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้เสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน  โดยรัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญอย่างเดียวกันให้เหมือนกัน  และปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญต่างกันให้แตกต่างกัน  และห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมือง  อย่างไรก็ดีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุอันเกิดจากสภาพข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันในสาระสำคัญ  ตลอดจนการเลือกปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น  หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก  สตรี  ผู้สูงอายุ  คนพิการ  หรือผู้ด้อยโอกาส  สามารถกระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  มาตรา  ๒๗
..............................................
 
 
[๑] นางสาวนฤมล  แซ่โง้ว  ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี  ๑  สำนักคดี  ๑  สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ.
 
Back to top